วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559
ประวัติซอฮาบะฮฺ ท่าน อุษมาน บินนุ อัฟฟาน เจษฎา หมัดอะดัม
รู้จักอุษมาน บุตร อัฟฟาน (อิบนูอัฟฟาน)
HISTORY OF USMAN BIN AFFAN
การคัดลอกอัลกุรอาน สืบเนื่องจากการที่อาณาจักรอิสลามได้แผ่ขยายมากยิ่งขึ้น จึงเป็นเหตุให้มุสลิมบางกลุ่มอ่านกุรอานไม่เหมือนกัน ท่านอุษมานจึงได้ส่งคนไปหาพระนางฮัฟเซาะฮ์ บุตรี อุมัร ซึ่งเป็นภรรยาของท่านนะบี
เพื่อขอคัดลอกต้นฉบับอัลกุรอาน ท่านหญิงฮัฟเซาะฮ์ จึงได้มอบอัลกุรอานให้แก่อุษมาน ท่านอุษมานได้ใช้ให้ เซ็ด บุตร ซาบิต , อับดุลลอฮ์ บุตร ซุเบ็ร , อับดุรเราะห์มาน บุตร ฮาริษ ทำการคัดลอกอัลกุรอาน แล้วท่านอุษมานก็จัดส่ง คัมภีร์อัลกุรอานไปยังหัวเมืองต่างๆ เช่น อียิปต์ ซีเรีย อิรัก และท่านก็สั่งให้เผาอัลกุรอานที่กระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆเพื่อป้องกันจากความบิดเบือน
บั้นปลายชีวิตของคอลีฟะฮ์อุษมาน
ประวัติ
ท่านอุษมานเป็นเคาะลีฟะฮ์คนที่ 3 ใน ระหว่างปี ฮ.ศ. 23-35 หรือ ค.ศ. 644-656 ท่านอุษมานมีชื่อเต็มว่า ท่านอุษมาน บุตร อัฟฟาน บุตร อบุล อาส บุตร อุมัยยะฮ์ บุตร อับดุซซัม บุตร อับดิมานาฟ มารดาของท่านชื่อ อัรวา บุตรี กุร้อยส์ ท่านเกิดในปี ค.ศ. 573 ท่านกำเนิดในตระกูลกุร็อยซ์แห่งเผ่าอุมัยยะฮ์ซึ่งเป็นอดีตชนชั้นผู้ปกครองในมักกะฮ์ ท่านอุสมานมีอายุน้อยกว่าท่านนะบีมุฮัมมัด
5 ปี ท่านได้เข้ารับอิสลามโดยการเชิญชวนของอบูบักร เมื่ออายุ 34 ปี และท่านได้แต่งงานกับบุตรสาวของท่านนบี 2 คน ท่านอุษมานแต่งงานกับรุกอยยะฮ์ เมื่อรุกอยยะฮ์ถึงแก่กรรม อุษมานได้แต่งงานกับอุมมุกัลโซม ซึ่งเป็นบุตรสาวอีกคนหนึ่งของท่านนะบี
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านได้รับสมญานามว่า ซุนนูร็อยน์ ( The man with two lights. ) ( เจ้าของรัศมี 2 ดวง ) ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการบอกข่าวดีเกี่ยวกับสวรรค์
ค้าขายและทำธุรกรรมทางการเงินด้วยพระนามของอัลลอฮ์ 
นิสัยของท่านอุษมาน
ท่านอุษมานเป็นคนที่เสียสละอย่างมากคนหนึ่ง ท่านอุษมานได้ซื้อบ่อน้ำรูมะฮ์ จากชาวยิวที่มีชื่อว่ายูซุฟ ด้วยจำนวนเงิน 35,000 ดิรฮัม แล้วบริจาคให้มุสลิมได้ใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำนั้น
ท่านอุษมานเป็นผู้ที่มีใจบุญ โอบอ้อมอารี และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ครั้งหนึ่ง ชาวเมืองมะดีนะฮ์ต้องประสบกับความขาดแคลน พ่อค้าจึงพยายามฉวยโอกาสที่จะนำสินค้ามาขายโดยได้กำไรอย่างมาก ท่านอุสมานได้นำสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ แล้วประกาศว่า " โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอทำทานบริจาคสินค้าทั้งหมดนี้ เพื่ออัลลอฮ์
แก่ผู้ยากจนในเมืองมะดีนะฮ์ โดยไม่คิดค่าสินค้าแต่อย่างใด " อีกทั้งท่านมีจรรยามารยาทที่งดงาม มีความสุภาพอ่อนโยน และมีความละอายเป็นอย่างยิ่ง
คอลีฟะฮฺอุสมานมีความอ่อนโยน เป็นที่รักใคร่ในหมู่ชาวกุเรช โดยเหตุนี้ ท่านเราะซูล
จึงส่งให้ท่านเป็นทูตเพื่อเจรจากับพวกชาวกุเรช และมีการทำสัญญาซึ่งเรียกว่า สัญญาฮุดัยบียะฮ์ ท่านเป็นผู้ที่ใจบุญ โดยบริจาคทรัพย์สินจำนวนมากในหนทางของอัลลอฮ์
เกี่ยวกับความใจบุญของท่านนั้น ท่านได้บริจาคทรัพย์สินของท่านทั้งหมด ในการเตรียมกองทัพ เพื่อรบกับพวกฆอซาซีนะฮฺ ซึ่งกองทัพนี้มีชื่อว่า กองทัพขาดแคลน ในสมัยคอลีฟะฮฺอุมัร ได้เกิดความแห้งแล้งและขาดแคลนอาหาร ท่านได้บริจาคสินค้าและอาหารในกองคาราวานของท่านทั้งหมด ให้แก่ผู้ยากจนในเมืองมะดีนะฮ์
อุษมานได้อยู่ร่วมกับท่านนะบี
และได้เข้าทำสงครามกับท่านทุกครั้ง นอกจากสงครามบะดัร เนื่องจากท่านต้องดูแลรุกอยยะฮ์ที่ป่วยอยู่ ท่านทำหน้าที่เป็นทูตของท่านนะบี
เพื่อเจรจาที่จะเข้าไปทำอุมเราะฮ์ที่มักกะฮ์
การแต่งตั้งเป็นคอลีฟะฮ์
ก่อนที่คอลีฟะฮฺอุมัรจะถึงแก่กรรม บรรดามุสลิมได้ขอให้ท่านคัดเลือกผู้ที่จะดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮฺสืบต่อจากท่าน คอลีฟะฮฺอุมัรจึงได้เสนอชื่อซอฮาบะห์อาวุโสของท่านนะบีมุฮัมมัด
4 คน ให้พวกเขาปรึกษาหารือกัน เพื่อคัดเลือกคนหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์ บุคคลทั้งสี่ได้แก่ ท่านอาลี อิบนุอบีฏอลิบ ท่านอุสมาน อิบนุอัฟฟาน ท่านซะอัด อิบนุอบีวักก้อส ท่านอัลดุลเราะห์มาน อิบนุอุบัยดิลลาห์ ในที่สุดก็ได้มีการคัดเลือกให้ท่านอุษมานดำรงตำแหน่องคอลีฟะฮ์
ผลงานของท่านคอลีฟะฮฺอุษมาน บิน อัฟฟาน
1. การพิชิตดินแดน ในช่วง 6 ปีแรกของการรับหน้าที่เป็นคอลีฟะฮ์ ท่านอุษมานสามารถสานต่อนโยบายของท่านอุมัรซึ่งมีดังนี้
1.1. การพิชิตเปอร์เซีย
หลังจากที่คอลีฟะห์อุมัรถึงแก่กรรม ชาวเปอร์เซียบางส่วนได้ก่อความไม่สงบ คอลีฟะห์อุษมานจึงแต่งตั้ง อับดุลเลาะห์ อิบนุ อามิร เป็นผู้ครองเมืองบัศเราะห์ และดินแดนเปอร์เซีย จึงสามารถรักษาความสงบไว้ได้ พร้อมกับได้พิชิต อัฟกานิสถาน คุรอซาน และสิญิสตาน จึงทำให้อาณาจักรเปอร์เซีย กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอิสลาม
1.2. การพิชิตดินแดนทางตอนเหนือของอาฟริกา
คอลีฟะห์อุษมาน ได้แต่งตั้งอับดุลเลาะห์ อิบนุซะอฺด อิบนุอบีสะเราะห์ ให้เป็นผู้ปกครองทางตอนเหนือของทวีปอัฟริกา เขาได้ขออนุญาตในการพิชิตดินแดนทางภาคตะวันตก โดยเดินทางเลียบชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จนถึงชายทะเลประเทศตูนีเซีย จึงทำให้ดินแดนแถบนี้ เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอิสลาม
1.3. การพิชิตดินแดนอาณาจักรโรมันตะวันตก
อาณาจักรโรมันตะวันตกคือ ดินแดนซึ่งเป็นที่ตั้งของตุรกีปัจจุบัน ซึ่งท่านมุอาวียะห์ อิบนุอบีซุฟยาน ผู้ครองแคว้นชามได้บุกขึ้น ทางตอนเหนือ โดยพิชิตดินแดนส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมัน ในการขยายดินแดนและสร้างความเข้มแข็งให้แก่รัฐอิสลาม อาณาจักรอิสลามได้แผ่ขยายไปอย่างกว้างขวางท่านได้ผนวกอัฟกานิสถานและคูราซานเข้าในอาณาจักรอิสลาม เมืองอาร์เมเนีย อาร์เซอร์ไบจัน และบางส่วนของเอเซียไมเนอร์ ตลอดจนจนดินแดนที่อยู่ในอาฟริกาเหนือและเกาะต่างๆในทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐอิสลาม
อาณาจักรอิสลาม ในอดีต
การขยายอาณาจักร
2. การจัดตั้งกองทัพเรือ ท่านอุษมานเป็นคนแรกที่จัดตั้งกองทัพเรือขึ้นเพื่อต่อสู้กับการรุกรานของชาวโรมัน กองทัพเรือมุสลิมพิชิตเกาะไซปรัส เกาะโรดส์ และยึดเมืองอเล็กซานเดเรีย คืนจากพวกโรมันได้ พร้อมกับขับไล่อำนาจโรมันออกจากดินแดนอียิปต์ได้ กองทัพเรือมุสลิมได้แสดงวีรกรรมในการต่อสู้กับพวกโรมันในสงคราม " เสากระโดงเรือ " และได้รับชัยชนะอย่างงดงาม
กองทัพเรือของอุษมาน
3. การขยายมัสญิด อันนะบะวีย์ ท่านอุษมานขยายมัสญิด อันนะบะวีย์ ที่เมืองมะดีนะฮ์ โดยสร้างใหม่ด้วยหินสกัด เสาทำด้วยหิน เพดานบุด้วยไม้สัก
มัสยิดนาบาวีย์
การบันทึกกุรอ่าน (มุศฮับ) อุษมานีย์ (ในอดีต) อัลกุรอ่าน (ปัจจุบัน)
ท่านอุษมาน อิบนุอัฟฟาน ดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์ เมื่ออายุได้ 70 ปี ท่านเป็นผู้มีความสุภาพอ่อนโยน มีเจตนาดี ในระหว่างการเป็นคอลีฟะห์ของท่าน ได้มีการถอดผู้ปกครอง ซึ่งแต่งตั้งในสมันคอลีฟะห์อุมัร ออกจากตำแหน่งจำนวนมาก และมีการแต่งตั้งผู้ใกล้ชิดให้ดำรงตำแหน่ง เนื่องจากความไว้วางใจในพวกเขา เนื่องจากผู้ปกครองบางคนมีความเข้มงวด จึงทำให้ชาวเมืองบางส่วนไม่พอใจ ขณะเดียวกัน อับดุลเลาะห์ อิบนุสะบะห์ หนึ่งในมุนาฟิกีน (ผู้กลับกลอก) ซึ่งเป็นชาวยิว แล้วเข้านับถือศาสนาอิสลาม ได้จุดชนวนความระส่ำระส่าย และความเข้าใจผิดระหว่างมุสลิม และมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อคอลีฟะห์อุษมาน ทำให้มุสลิมกลุ่มหนึ่งได้มารวมตัวกันที่หน้าบ้านของคอลีฟะห์อุษมาน แล้วปิดล้อมท่านมิให้ออกไปจากบ้าน พร้อมกับบุกเข้าไปสังหารท่าน ในขณะที่ท่านถือศีลอด และกำลังอ่านอัลกุรอานอยู่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 35 ขณะนั้นท่านมีอายุได้ 82 ปี และดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์เป็นเวลา 12 ปี ศพของท่านถูกฝังไว้ที่กุบูร อัล บะเกียะอ์ ที่มะดีนะฮ์
สาเหตุของการสังหารคอลีฟะห์อุษมานได้ก่อให้เกิดความแตกแยกกันระหว่างมุสลิม การพิชิตดินแดนต่างๆได้หยุดชะงักลง หลังจากอาณาจักรอิสลามได้แผ่ออกไปอย่างกว้างขวาง ทางภาคตะวันออก เริ่มจากประเทศอินเดีย ปัจจุบัน จนจรดมหาสมุทรแอตแลนติก ทางภาคตะวันตก ทางด้านทิศเหนือ เริ่มจากประเทศตุรกีปัจจุบันจรดทะเลอาหรับทางทิศใต้
กุบูร อัล บะเกียะอ์
ประวัติซอฮาบะฮฺคอลีฟะห์ อาลี อาณกร โต๊ะตะ
คอลีฟะห์ อาลี
เชื้อสาย
คอลีฟะห์อาลี เป็นบุตรของท่านอบูฏอลิบ ซึ่งเป็นลุงของท่านนบีมูฮำหมัด
ท่านมีฉายานามว่า อบูตุร้อย ท่านเกิดภายหลังท่านนบีมูฮำหมัด เป็นเวลา 32 ปี ท่านนบีมูฮำหมัด ได้เลี้ยงดูท่านอาลีตั้งแต่เยาว์วัยจนกระทั่งท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นนบี ท่านอาลีเป็นเด็กคนแรกที่นับถือศาสนาอิสลาม ขณะนั้นท่านมีอายุไม่ถึง 13 ปี ท่านเป็นผู้ที่นอนแทนท่านนบีมูฮำหมัด
ในค่ำคืนที่ท่านนบีอพยพ ท่านได้เข้าร่วมทำสงครามกับท่านนบีมูฮำหมัดทุกครั้ง นอกจากสงครามตะบู้ก
ท่านอาลีมีรูปร่างค่อนข้างเตี้ย อ้วน ผิวดำแดง มีเคราขาว ตาโต มีความกล้าหาญ ฉลาดรอบรู้ พูดจาฉะฉาน ท่านแต่งงานกับท่านหญิงฟาติมะห์ บุตรสาวของท่านนบีมูฮำหมัด
การเป็นคอลีฟะห์
เมื่อคอลีฟะห์อุสมานถูกสังหาร บรรดามุสลิมต่างมีความเห็นแตกต่างกัน เกี่ยวกับผู้ที่จะดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์หลังจากนี้ แต่ส่วนมากได้ให้สัตยาบันแก่ท่านอาลี เป็นคอลีฟะห์ โดยเป็นผู้อาศัยอยู่ในแคว้นหิญ้าซ ประเทศอิรัก อียิปต์ และคูรอซาน แต่ซ่อฮาบะห์ของท่านนบีมูฮำหมัด
และผู้ที่อยูในตระกูลอุมัยยะห์ไม่ยอมให้สัตยาบันแก่ท่านอาลี ที่สำคัญได้แก่ ท่านฏอลฮะห์ อิบนุอุบัยดิลลาห์ ท่านสุเบร อิบนุเอาวาม ท่านมุอาวียะห์ อิบนิอบีซุฟยาน มุสลิมในประเทศชาม และท่านอัมรฺ อิบนุอาศ
การทำสงครามสมัยคอลีฟะห์อาลี
คอลีฟะห์อาลีเริ่มงานของท่านด้วยการสอบสวนหาผู้ที่ฆ่าคอลีฟะห์อุสมาน
แต่ก็ไม่สามารถจับกุมผู้ที่ฆ่าคอลีฟะห์อุสมาน หลังจากนั้นท่านได้ถอดผู้ปกครองหัวเมืองบางคนที่คอลีฟะห์อุสมานแต่งตั้งออกจากตำแหน่ง เนื่องจากการร้องเรียนของประชาชน ในพฤติกรรมของพวกเขา ในจำนวนนี้ยังมีท่านมุอาวียะห์ อิบนิอบีซุฟยาน รวมอยู่ด้วย โดยเหตุนี้จึงทำให้บางคนไม่พอใจต่อการกระทำของท่าน ขณะเดียวกันผู้ที่อยู่ในตระกูลอุมัยยะห์ ก็กล่าวหาว่าท่านละเลย ไม่จัดการหาฆาตกรผู้ฆ่าคอลีฟะห์อุสมานมาลงโทษ และได้เรียกร้องให้ล้างแค้นให้แก่คอลีฟะห์อุสมาน ซึ่งทำให้ชาวชามและมุสลิมบางคนคล้อยตามคำเรียกร้องของพวกเขา ขณะเดียวกันคอลีฟะห์อาลี ก็ได้ย้ายที่ทำการจากเมืองมะดีนะฮ์ไปอยู่ ณ เมืองกูฟะห์ ประเทศอิรัก
สมรภูมิอูฐ
ท่านฏอลละห์ อิบนุอุบัยดิลลาห์ และท่านสุเบร อิบนุลเอาวาม ได้เดินทางออกจากเมืองมะดีนะห์ไปยังเมืองมักกะห์ และได้พบกับท่านอาอีซะห์ ในการประกอบพิธีฮัจญ์ แล้วทั้งสองก็เดินทางออกไปเพื่อทำสงครามกับคอลีฟะห์ อาลี โดยท่านหญิงอาอีซะห์ได้เดินทางติดตามไปด้วย กำลังทหารฏอลละห์และสุเบร ได้เข้ายึดครองเมืองบัศเราะห์ ท่านอาลีจึงได้นำกองทัพของท่านออกมาเพื่อทำการปราบปราม และสิ้นสุดลงด้วยการที่ท่านฏอลละห์และท่านสุเบรถูกฆ่าตายในสนามรบ และอูฐที่ท่านหญิงอาอีซะห์ขี่มาก็ถูกเชือด เมื่อเสร็จสิ้นสงคราม คอลีฟะห์อาลี จึงส่งท่านหญิงอาอีซะห์ กลับมายังเมืองมะดีนะห์อย่างมีเกียรติ
สมรภูมิซิฟฟีน
เมื่อฏอลละห์และสุเบรถูกฆ่าตายในสมรภูมิอูฐ มุอาวียะห์จึงได้จัดกองทัพชาวชามแล้วออกมาทำสงครามกับคอลีฟะห์อาลี เมื่อคอลีฟะห์อาลีทราบเช่นนั้น จึงได้จัดกองทัพเพื่อทำสงครามกับท่านมุอาวียะห์ ณ สมรภูมิซิฟฟีน ทั้งสองฝ่ายได้ทำการสู้รบกันเป็นเวลา 40 วัน ในที่สุดกองทัพของท่านมุอาวยะห์เป็นฝ่านพ่ายแพ้ จึงมีการเสนอให้นำอัลกุรอานมาตัดสินข้อพิพาทดังกล่าว ซึ่งฝ่ายคอลีฟะห์อาลียอมรับและยุติการสู้รบ
การตัดสินข้อพิพาท
หลังจากที่ยุติการทำสงคราม ทั้งสองฝ่ายจึงแต่งตั้งตุลาการร่วมขึ้น โดยที่ฝ่ายท่านมุอาวียะห์ ได้แต่งตั้งให้ท่านอัมรฺ อิบนุอาศ เป็นตุลาการร่วม และฝ่ายท่านอาลีได้แต่งตั้งให้มูซา อัลอัชอะรีย์ เป็นตุลาการร่วม ทั้งสองได้ตกลงกันในการถอดถอนท่านอาลีและท่านมุอาวียะห์ออกจากตำแหน่ง เมื่อถึงวันประกาศคำตัดสิน ท่านอบูมูซา ก็ประกาศถอดทั้งคอลีฟะห์อาลี และท่านมุอาวียะห์ ออกจากตำแหน่ง ส่วนท่านอัมรฺ อิบนุอาศ ได้ประกาศถอดท่านอาลีออกจากตำแหน่งและท่านมุอาวียะห์คงอยู่ในตำแหน่งเช่นเดิม ในการนี้ได้สร้างความปั่นป่วนให้แก่บรรดามุสลิมและเมื่อข่าวไปถึงท่านอาลี ท่านจึงได้เตรียมการทำสงครามกับท่านมุอาวียะห์อีกครั้งหนึ่ง ขณะเดียวกันผู้ที่ให้การสนับสนุนท่านบางส่วน ก็เลิกให้การสนับสนุนท่าน กลุ่มนี้จึงมีชื่อว่า ค่อวาริจ
การสังหารท่านอาลี
ขณะเกิดความยุ่งเหยิงในหมู่มุสลิม พวกค่อวาริจ 3 คนคือ อิบนุลมุลญิม อัลบิกรฺ อิบนุอับดิลลาห์ และอัมรฺ อิบนุบักร ได้ตกลงกันที่จะสังหารบุคคล 3 คนคือ ท่านอาลี อิบนุอบีฏอลิบ ท่านมุอาวียะห์ อิบนุอบีซุฟยาน และท่านอัมรฺ อิบนุลด้าศ แต่อับดุลเราะห์มาน อิบนุลมุลญิม เพียงคนเดียวที่ปฏิบัติตามแผนการได้สำเร็จ โดยฆ่าท่านอาลี ขณะที่ท่านกำลังเดินทางออกจากที่พัก เพื่อไปละหมาดซุบฮิ โดยใช้ดาบอาบยาพิษฟันที่หน้าผากของท่าน จึงทำให้ท่านได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้นอีก2วัน ท่านก็เสียชีวิต เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 40 โดยที่ท่านมีอายุ 63 ปี และดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์เป็นเวลา 5 ปี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)