วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559

ท่านอนัส อิบนุ มาลิก ดารณี อุดี



   
 

   อนัส อิบนุ มาลิก 


الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد...؛
ประวัติ
บุคคล ท่านนี้ คือ อนัส อิบนุ มาลิก อิบนิ อันนัฎร์ อิบนิ ฎอมฎอม อิบนิ ซัยด์
อิบนิ ฮิรอม อิบนิ ญุนดุบ อิบนิ อามิรฺ อิบนิ ฆ่อนัมฺ อิบนิ อะดีย์ อิบนิ
อันนัจฺญ๊าร อบูฮัมซะฮฺ อัลอันซอรีย์ อัลค็อซฺร่อญีย์ (ร.ฎ.) ผู้รับใช้
(คอดิมฺ) ของท่านร่อซู้ล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)
หนึ่งในเหล่าสาวกที่รายงานหะดีษมากที่สุดจากท่านร่อซู้ล
(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) 

มีรายงานที่ถูกต้องว่าท่านอนัส ได้กล่าวว่า : ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้มายังนครม่าดีนะฮฺ
ในขณะที่ฉันมีอายุได้ 10 ขวบ และแม่ของท่านอนัส (ร.ฎ.) ซึ่งมีชื่อว่า
อุมมุ สุลัยม์ได้นำท่านอนัสมาหาท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)
เมื่อท่านได้มาถึงนครม่าดีนะฮฺ แล้วนางก็กล่าวแก่ท่านนบี
(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ว่า : นี่คืออนัส
เด็กน้อยที่จะคอยปรนนิบัติท่าน แล้วท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)
ก็รับอนัสเอาไว้ 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ประวัติของท่านอนัส อิบนุ มาลิก
ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เรียกท่านอนัสด้วยกุนยะฮฺว่า : อบูฮัมซะฮฺและเคยเรียกแกมหยอกกับอนัสว่า :
โอ้ผู้มี 2 หู ท่านอนัส (ร.ฎ.) ได้เติบโตในครอบครัวของท่านนบี
(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และได้เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เคยเห็น
ท่านมุฮำหมัด อิบนุ อับดิลลาฮฺ อัลอันซอรีย์ กล่าวว่า :
อนัสได้ออกไปยังสมรภูมิบัดฺร์พร้อมกับท่านร่อซู้ล
(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)
ในขณะที่เขายังเป็นเด็กโดยคอยปรนนิบัติท่านร่อซู้ล
(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) แต่ท่านอนัส (ร.ฎ.)
ก็ไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในทำเนียบของบรรดาผู้เข้าร่วมสมรภูมิบัดฺร์แต่อย่างใด
เนื่องจากท่านยังมีอายุไม่ถึงเกณฑ์ของผู้ออกศึก (อัลอิซอบะฮฺ ฟี ตัมยีซฺ
อัซซ่อฮาบะฮฺ ; อิบนุฮะญัร เล่มที่ 1 หน้า 71) 

ท่า นอนัส (ร.ฎ.) คอยรับใช้ท่านร่อซู้ล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ในเรื่องธุระส่วนตัว
(การปลดทุกข์) ของท่านร่อซู้ล (ซาดุ้ลมะอาด ; อิบนุ ก็อยยิม เล่มที่ 1
หน้า 47) ท่านปรนนิบัติท่านร่อซู้ล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นเวลา
10 ปี ท่านร่อซู้ล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)
เคยขอดุอาอฺให้แก่ท่านอนัส (ร.ฎ.) ตามคำขอของอุมมุสุลัยม์ มารดาของท่านว่า
: โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงบันดาลให้ทรัพย์สินและลูกหลานของเขามีมากมาย
และขอพระองค์ทรงประทานความจำเริญแก่เขาในทรัพย์สินนั้น 

ผลจาก ดุอาอฺนั้น ท่านอนัส (ร.ฎ.) มีลูกหลานถึง 125 คน และสวนผลไม้ของท่านอนัส
(ร.ฎ.) จะออกผลปีละ 2 ครั้ง
ในสวนนั้นมีพืชจำพวกโหระพาที่ส่งกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นของชะมดเชียง
หลังจากท่านร่อซู้ล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้วะฟาต ท่านอนัส
(ร.ฎ.) ก็พำนักอยู่ที่นครม่าดีนะฮฺและเข้าร่วมการพิชิตดินแดนต่าง ๆ
ต่อมาท่านได้ลงพำนักอยู่ที่นครอัลบัศเราะฮฺ และเสียชีวิตที่นั่น ท่านอนัส
(ร.ฎ.) เป็นผู้ที่ถูกตอบรับคำวิงวอน
ครั้งหนึ่งท่านเคยละหมาดและขอดุอาอฺให้พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.)
ทรงประทานฝนเนื่องจากความแห้งแล้งในฤดูร้อน คำวิงวอนของท่านก็ถูกตอบรับ,
การละหมาดของท่านอนัส (ร.ฎ.)
คล้ายคลึงหรือเหมือนกับการปฏิบัติละหมาดของท่านร่อซู้ล
(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นที่สุด 


ท่านมีชีวิตอยู่ หลังจากท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นเวลาถึง 83 ปี
ท่านรายงานหะดีษจากท่านร่อซู้ล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จำนวน 1,286
บท โดยอิหม่ามอัลบุคอรีย์และมุสลิมรายงานพ้องกันจำนวน 168 บท
และอิหม่ามอัลบุคอรีย์รายงานเอาไว้เฉพาะจำนวน 83 บท
และอิหม่ามมุสลิมรายงานเอาไว้เฉพาะจำนวน 71 บท, ท่านอนัส (ร.ฎ.)
เสียชีวิตนอกนครอัลบัศเราะฮฺห่างไปราว 1 ฟัรซัคครึ่ง และถูกฝังอยู่ ณ
สถานที่อันเป็นที่รู้จักกันว่า ปราสาทของอนัส (อัลหะดีษ วัลมุ่ฮัดดิซูน ;
มุฮำหมัด อบูซะฮฺว์ หน้า 137) 

ท่านอ นัส (ร.ฎ.) เคยเข้าร่วมในสมรภูมิพร้อมกับท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) 8
ครั้งด้วยกัน ท่านเสียชีวิตในปีฮ.ศ.ที่ 93 ตามทัศนะที่ถูกต้องของปวงปราชญ์
บ้างก็ว่าปีฮ.ศ.91 ขณะมีอายุได้ 100 ปี บ้างก็ว่า 101 ปี บ้างก็ว่า 107 ปี
(ดูอัลอิซอบะฮฺฯ อ้างแล้ว เล่มที่ 1 หน้า 72 / อัลหะดีษ วัลมุฮัดดิซูน
อ้างแล้ว หน้า 137)


ขอพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงโปรดพึงพอพระทัยแก่ท่านอนัส อิบนุ มาลิก ด้วยเทอญ 
والله أعلم بالصواب




วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559

อบูบัก ฮาริษ บินอาหวา

                                                                       คอลีฟะห์อบูบักร




                                                                              เชื้อสาย
                  ท่านอบูบักรมีชื่อจริงว่า อับดุลลอฮฺ ท่านเป็นบุตรของ อบูกุฮาฟะฮฺ ท่านได้รับฉายานามว่า  “อัศศิดดิ๊ก” แปลว่า “ผู้ยืนยันถึงความจริง” สาเหตุที่ท่านได้รับฉายานามเช่นนี้ เนื่องจากว่า ท่านนบีมูฮำหมัด ได้เดินทางอิสรออฺจากมัสยิดหะรอมไปยังมัสยิดอักซอ ในยามค่ำคืนแล้วกลับมาในตอนใกล้รุ่งเช้า แล้วท่านได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้พวกกุเรชซึ่งเป็นกาฟิรฟัง พวกเขาไม่เชื่อ พวกเขาจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ท่านอบูบักรฟัง แล้วถามว่าท่านเชื่อเหตุการณ์นี้หรือไม่ ท่านอบูบักรกล่าวว่า “เชื่อ” และเชื่อยิ่งกว่าเหตุการณ์นี้อีก เชื่อข่าวที่มูฮำหมัดนำมาจากฟากฟ้า ” ท่านจึงได้รับฉายานามว่า “อัศศิดดิ๊ก”
                 ท่านอบูบักรสืบเชื้อสายตระกูล ตะมีม เผ่ากุเรช ท่านเกิดในเมืองมักกะห์ หลังจากท่านนบีมูฮำหมัด 2 ปี ท่านเป็นเพื่อนร่วมอพยพของท่านนบีมูฮำหมัด จากเมืองมักกะห์ไปยังเมืองมะดีนะห์ และท่านเป็นที่ปรึกษาของท่านนบีในการบริหารกิจการของอาณาจักรอิสลาม ท่านได้เข้าร่วมทำสงครามกับท่านนบีทุกครั้ง และเป็นซอฮาบะห์เพียงไม่กี่คนที่ยืนหยัดต่อสู้  ในสงครามหุไนนฺ ขณะที่มีข่าวลือว่า ท่านนบีมูฮำหมัด เสียชีวิตแล้ว ท่านได้สละทรัพย์สินจำนวนมากเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในหนทางของอัลลอฮฺ และได้ซื้อทาสมุสลิม จำนวน 7 คน ปล่อยให้เป็นอิสระ ขณะที่พวกเขาถูกกุเรชทรมานอย่างแสนสาหัส เพื่อให้พวกเขาละทิ้งอิสลาม แล้วหันมาบูชารูปเจว็ดเช่นเดิม ในบรรดาทาสเหล่านี้ได้แก่ ท่านบิลาล  อิบนุรอบาหฺ มุอัซซินของท่านนบีมูฮำหมัด ท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในบัญญัติศาสนา มีความละเอียดอ่อนในการใช้ความคิด
               ท่านอบูบักรได้รับการแต่งตั้งจากท่านนบีมูฮำหมัด ให้เป็นผู้นำบรรดามุสลิม เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ในปี  ฮ.ศ.9 และเป็นอิมามนำบรรดามุสลิมละหมาด ขณะที่ท่านนบีมูฮำหมัดป่วยหนัก
            
               ระว่างที่บรรดามุสลิมทะสงครามยัรมูก ท่านอบูบักรได้ถึงแก่กรรมลง ท่านอุมัรอิบนุคอฏฏอบ ได้ดำรงตะแหน่งคอละฟะห์คนที่ 2 ท่านได้ส่งหนังสือไปแจ้งแก่ท่านคอลิด อิบนุวะลีด ซึ่งเป็นแม่ทัพของบรรดามุสลิม โดยปลดท่านออกจากตำแหน่ง  และหท่านอบูอุบัยดะห์ อิบนุ ญิรรอห์ ดำรงตำแหน่งแทน ท่านคอลิดได้ปกปิดข่าวนี้ไว้ โดยเกรงว่าจะเกิดความระส่ำระส่ายขึ้นภายในกองทัพ ท่านคอลิดได้นำกำลังทหารมุสลิมทำการสู้รบจนกระทั่งประสบชัยชนะ ท่านจึงได้ประกาศการถึงแก่กรรมของท่านอบูบักรและการดำรงตะแหน่งคอลีฟะห์ของท่านอุมัร และได้มอบตำแหน่งแม่ทัพให้แก่ท่าน อบูอุบัยดะห์ อิบนุญิรรอห์

              อบูบักรถึงแก่กรรมเดือนญามาดิ้ลอาคิร ฮ.ศ.13 ในเมืองมะดีนะห์ และถูกฝังอยู่เคียงข้างท่านนบีมูฮำหมัด โดยอายุได้ 63 ปี ดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์ 2 ปี 3 เดือน
การดำรงตะแหน่งคอลีฟะห์
             หลังจากท่านนบีมูฮำหมัด ถึงแก่กรรม ชาวมุฮาญีรีน (ผู้อพยพ) และชาวอันซอร (ผู้ช่วยเหลือ) มีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้ปกครองรัฐอิสลามและชาวมุสลิมต่อจากท่านนบีมูฮำหมัด หลักการขั้นพื้นฐานของอิสลามนั้น จำเป็นที่บรรดามุสลิมจะต้องปรึกษาหารือกันในการดำรงกิจการของพวกเขา อัลเลาะห์ ทรงตรัสในซูเราะห์อัชชูรอ อายะห์ที่ 38 ว่า :
                                     “และกิจการของพวกเขา คือการปรึกษากันระหว่างพวกเขา”
              ชาวอันซอรจึงจัดการประชุมกัน ณ เพิงพักของตระกูลซาอิดะห์ โดยมีความประสงค์ให้คนหนึ่งในพวกเขาดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์ ท่านอบูบักรจึงได้พูดแสดงเหตุผลแก่ชาวอันซอรพร้อมทั้งมีท่านอุมัร อิบนุคอฏอบ และท่านอบู อุบัยดะห์ ร่วมอยู่ด้วย ท่านได้กล่าวในตอนสุดท้ายว่า ท่านยินดีให้คนหนึ่งใน 1 คนนี้เป็นคอลีฟะห์ คือ ท่านอุมัร อิบนุคอฏฏอบ หรือ ท่านอบูอุบัยดะห์ ท่านอุมัรจึงกล่าวขึ้นว่า
   
              “หามิได้ ท่านคือผู้เพื่อนร่วมอพยพของท่านนบี ท่านนบีได้ใช้ให้ท่านเป็นผู้นำละหมาด ขณะที่ท่านนบีป่วย ท่านจึงสมควรดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์ ”
               แล้วท่านอุมัร อิบนุคอฏฏอบ จึงได้ให้สัตยาบันแก่ท่านบูบักร แล้วท่านอบูอุบัยดะห์ และชาวอันซอรพร้อมกับชาวมุฮาญีรีนอื่นๆ ก็ได้ให้สัตยาบันกับท่านอบูบักร การให้สัตยาบันครั้งนี้เรียกว่า  “การให้สัตยาบันเฉพาะ” แล้วท่านอบูบักรก็รับการให้สัตยาบันทั่วไป ณ มัสยิดของท่านนบี หลังจากนั้นท่านก็กล่าวคำปราศรัยกับประชาชนว่า

           “ประชาชนทั้งหลาย ฉันได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองของพวกท่าน ฉันก็มิได้ดีไปกว่าพวกท่าน ถ้าหากว่าฉันทำดี ท่านทั้งหลายจงให้การช่วยเหลือฉันเถิด ถ้าหากว่าฉันทำผิดพลาด ท่านทั้งหลายก็จงนำฉันสู่ทางที่เที่ยงตรงเถิด การพูดจริงเป็นความรับผิดชอบ การพูดเท็จเป็นการบิดพลิ้ว ผู้ที่อ่อนแอในพวกท่านคือผู้ที่แข็งแรงในสายตาฉัน จนกว่าฉันจะเอาสิทธิของเขากลับมาให้แก่เขา และผู้ที่แข็งแรง (ในพวกท่าน) คือผู้ที่อ่อนแอในสายตาของฉันจนกว่าจะเอาสิทธิ (ที่ถูกอธรรม) มาจากเขา –อินชาอัลเลาะห์ คนหนึ่งในพวกท่านอย่าทิ้งการญิฮาด เพราะว่าไม่มีกลุ่มชนใดละทิ้งการญิฮาด นอกจากอัลเลาะห์จะทรงทำให้เขาตกต่ำ ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังฉัน ในเมื่อฉันเชื่อฟังอัลเละห์และร่อซูลของพระองค์ และถ้าหากฉันฝ่าฝืนอัลเลาะห์ ท่านทั้งหลายก็ไม่ต้องเชื่อฟังฉัน”
บุคลิกของคอลีฟะห์อบูบักร
              ท่านอบูบักรเป็นคนแรกที่เข้านับถืออิสลาม และท่านได้เชิญชวนซ่อฮาบะห์อีกจำนวนมากให้เข้านับถือศาสนาอิสลาม เช่น ท่านอุสมาน อิบนุอัฟฟาน ท่านซุเบร อิบนุเอาวาม ท่านฎอลฮะห์ อิบนุอุบัยดิลลาห์ และได้ซื้อทาส 7 คน ที่เข้านับถือศาสนาอิสลามแล้วปล่อยให้เป็นอิสระ ท่านอบูบักรมีรูปร่างผอมบาง ผิวขาว พูดจาฉะฉาน มีความสุภาพอ่อนโยน นอบน้อมถ่อมตน มีความเด็ดขาด หวงแหนในศาสนา ท่านยืนหยัดในความจริง โดยไม่หวาดกลัวสิ่งใด



ท่านฏ็อลหะฮฺ บิน อุบัยดิลลาฮฺ รอชีดี หีมจิตร

ชีวประวัติของ ท่านฏ็อลหะฮฺ บิน อุบัยดิลลาฮฺ


ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์


         แท้จริงมวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ขอพรอันประเสริฐและความศานติจงมีแด่ศาสนทูตของพระองค์ ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีหุ้นส่วนใดๆ เทียบเคียงพระองค์ และข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่ามุหัมมัดนั้นเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์


         และนี้ก็เป็นอีกเรื่องราวหนึ่งที่ถ่ายทอดชีวประวัติของบุรุษผู้หนึ่งที่มี บทบาทสำคัญต่อประชาติชาติอิสลาม เป็นหนึ่งในเหล่าวีรบุรุษแห่งอิสลาม และเป็นหนึ่งในบรรดาสาวก (เศาะหาบะฮฺ) ของท่านนบีมุหัมมัด เรื่องราวของเศาะหาบะฮฺท่านนี้ อบอวลไปด้วยความหอมหวานของแรงศรัทธาที่เปี่ยมล้น แฝงด้วยบทเรียนอันทรงคุณค่า ทั้งยังให้แง่คิดและแบบอย่างที่ดีเยี่ยมแก่ชนรุ่นหลัง


          เศาะหาบะฮฺท่านนี้ ได้เข้าร่วมสงครามเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านเราะสูล ในทุกสมรภูมิรบ ยกเว้นสงครามบัดรฺ ซึ่งท่านไม่ได้เข้าร่วมเพราะเหตุสุดวิสัย (สงครามบัดรฺเกิดขึ้นในช่วงที่ท่านออกไปค้าขาย ณ เมืองชามท่านจึงไม่ได้เข้าร่วมด้วย - ผู้แปล) แต่หลังจากเสร็จสิ้นสงคราม ท่านเราะสูล  ก็ได้ให้การตอบแทนแก่ท่านเช่นเดียวกับผู้ที่เข้าร่วมสงคราม และได้แบ่งทรัพย์สินที่ได้จากสงครามให้แก่ท่านด้วยเช่นกัน 


         ท่านคือหนึ่งในแปดคนที่เข้ารับอิสลามในยุคแรกๆ ท่านมีชื่อเสียงอย่างยิ่งในเรื่องการรบ เป็นผู้ที่เก่งกาจเรื่องการขี่ม้า และมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ทั้งนี้ ท่านได้สร้างผลงานและวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ในสงครามอุหุด ท่านเราะสูล จึงกล่าวว่า “สมควรแล้ว” หมายถึงสมควรแล้วที่ท่านจะได้รับสวนสวรรค์เป็นรางวัลตอบแทน
ท่านอบูบักรฺเองก็เช่นกัน เมื่อท่านนึกถึงสงครามอุหุด ท่านจะกล่าวว่า “สงครามอุหุดทั้งหมดเป็นวันของชายผู้นั้น (หมายถึงท่านฏ็อลหะฮฺ)”


         และเมื่อท่านนบี อพยพไปยังเมืองมะดีนะฮฺ ท่านได้ผูกพันธะสัญญาความเป็นพี่น้องระหว่างท่านฏ็อลหะฮฺ กับ ท่านอบูอัยยูบ อัล-อันศอรีย์ ท่านฏ็อลหะฮฺยังเป็นหนึ่งในสิบคนที่ท่านเราะสูลได้แจ้งข่าวดีว่าจะเป็นชาว สวรรค์ ท่านยังเป็นหนึ่งในเศาะหาบะฮฺหกท่านที่มีรายงานระบุว่าท่านนบี จากโลกนี้ไปโดยที่ท่านพึงพอใจในตัวพวกเขา 


          ท่านผู้นี้คืออัศวินของอิสลาม ฏ็อลหะฮฺ บิน อุบัยดิลลาฮฺ บิน อุสมาน อัล-กุเราะชีย์ อัตตัยมีย์ มีชื่อเล่นว่า อบูมุหัมมัด ท่านเป็นที่รู้จักในนามว่า ฎ็อลฮะฮฺ “อัล-ค็อยรฺ” (ผู้มีความดีงาม) และฏ็อลหะฮฺ “อัล-ฟัยยาฎ” (ผู้ใจบุญ) เพราะความเมตตากรุณาและเผื่อแผ่ของท่าน


มูซาบุตรชายของท่านได้เล่าถึงลักษณะของบิดาของตนว่า 
         “พ่อของฉันเป็นคนผิวขาวอมแดง ร่างไม่สูงมาก ค่อนไปทางเตี้ย อกผายไหล่ผึ่ง และเท้าใหญ่ ในช่วงแรกที่ท่านเข้ารับอิสลาม ท่านได้ถูกทรมานอย่างหนัก ครั้งหนึ่งเนาฟัล อิบนุ คุวัยลิด ได้จับท่านและท่านอบูบักรฺ อัศศิดดีก มาทรมาน โดยมัดทั้งสองเข้าด้วยเชือกเส้นเดียว โดยเผ่าบนูตะมีมไม่ได้ช่วยเหลือพวกท่านแต่อย่างใด เนาฟัลทำการทรมานทั้งสองอย่างสาหัส เพื่อกดดันให้ทั้งสองยอมละทิ้งอิสลาม และกลับไปเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาดังเดิม แต่ด้วยแรงศรัทธาที่มั่นคง ทั้งสองได้ยืนหยัดที่จะเป็นมุสลิมต่อไป และไม่ยอมสยบต่อแรงกดดันที่แสนทรมานนั้นเลยแม้แต่น้อย”


         มีหลายเหตุการณ์ที่เศาะหาบะฮฺท่านนี้แสดงออกถึงความเป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญ และเสียสละเพื่อศาสนา และหนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อิสลาม คือเหตุการณ์เมื่อครั้งสงครามอุฮุด ซึ่งท่านได้เสียสละทั้งแรงกายและแรงใจ เพื่อปกป้องท่านนบี จากการโจมตีของฝ่ายศัตรู ในสงครามครั้งนั้นเหล่าศัตรูชาวมุชริกีนต่างเข้ามาประชิดท่านนบี เพื่อหวังจะคร่าชีวิตของท่านให้ได้ ท่านฏ็อลหะฮฺจึงได้ใช้ร่างกายของตนเองเป็นโล่กำบังรับลูกศรธนู หอกและคมดาบ แทนท่านนบี  เพื่อ ไม่ให้ฝ่ายศัตรูเข้าถึงตัวท่านได้ ในสมรภูมิดังกล่าวท่านได้รับบาดเจ็บถึงยี่สิบสี่แผล จากการถูกแทงด้วยคมดาบและหอกของศัตรู และท่านยังสูญเสียนิ้วมือไปอีกด้วย

มีรายงานจากท่านก็อยสฺ บิน อบี หาซิม เล่าว่า 
         “ฉันเห็นมือของท่านฏ็อลหะฮฺขาด จากการปกป้องท่านนบี จากข้าศึกศัตรู ส่วนท่านนบี เองก็ได้รับบาดเจ็บจนฟันตัดหน้าซี่ข้างหัก เป็นแผลที่ริมฝีปาก และมีเลือดไหลบนใบหน้าของท่าน เมื่อท่านฏ็อลหะฮฺเห็นเช่นนั้น ท่านได้หันกลับไปโจมตีศัตรูที่กำลังจู่โจมท่านนบีอย่างกล้าหาญ จนสามารถปกป้องท่านจากการโจมตีของศัตรูเหล่านั้นได้ทั้งหมด แล้วท่านก็หันไปหาท่านนบี  และพยุงท่านขึ้นไปบนเนินเขา” 

(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ หะดีษเลขที่ 3724)
ในอีกรายงานหนึ่งท่านซุเบรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า 
         “ในสงครามอุหุด ท่านเราะสูล ได้ถือโล่สองข้าง เมื่อท่านจะขึ้นไปที่โขดหินท่านไม่สามารถที่จะทรงตัวขึ้นไปได้ (ด้วยความหนักของโล่ และความเหนื่อยล้าของร่างกาย) ท่านฏ็อลหะฮฺจึงนั่งให้ท่านเราะสูลเหยียบบนตัวท่าน เพื่อก้าวขึ้นไปบนโขดหิน จนท่านสามารถยืนทรงตัวบนโขดหินได้ แล้วฉันได้ยินท่านเราะสูล  กล่าวว่า ‘สมควรแล้วท่านฏ็อลหะฮฺ’ คือสมควรแล้วสำหรับเขา ที่จะได้เข้าสวนสวรรค์” 

(บันทึกโดย อัตติรมิซีย์ หะดีษเลขที่ 3738) 
และมีรายงานซึ่งบันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม จากท่านอบูอุษมาน เล่าว่า
 “ไม่เหลือใครที่อยู่เคียงข้างท่านนบี ในตอนนั้น นอกจากท่านฏ็อลหะฮฺ และท่านสะอัด”
(หะดีษเลขที่ 3722)
         และหนึ่งในความประเสริฐที่ยิ่งใหญ่ของท่านฏ็อลหะฮฺ คือสิ่งที่ปรากฏในรายงานซึ่งบันทึกโดยอัตติรมิซีย์ จากท่านญาบิรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่าท่านนบี กล่าวว่า

« مَنْ سَرَّهُ أَنْ يَنْظُرَ إِلَى شَهِيدٍ يَمْشِي عَلَى وَجْهِ الأَرْضِ فَلْيَنْظُرْ إِلَى طَلْحَةَ بْنِ عُبَيْدِ اللَّهِ »
“ผู้ใดมีความยินดีที่จะเห็นชะฮีดเดินอยู่บนหน้าแผ่นดินก็จงมองไปยังฏ็อลหะฮฺ บิน อุบัยดิลลาฮฺ” 
(หะดีษเลขที่ 3739)
         และในรายงานอีกบทหนึ่ง ท่านมูซา บิน ฏ็อลหะฮฺ ได้เล่าว่า ฉันได้เข้าไปหาท่านมุอาวิยะฮฺ แล้วท่านก็กล่าวแก่ฉันว่า ฉันจะแจ้งข่าวดีแก่ท่านเอาไหม?
ฉันได้ยินท่านเราะสูล กล่าวว่า       “ฏ็อลหะฮฺ คือหนึ่งในผู้ที่ได้พลีชีพเพื่อหนทางของอัลลอฮฺ“ 
(บันทึกโดย อัตติรมิซีย์ หะดีษเลขที่ 3740)
         นักวิชาการระบุว่า หะดีษข้างต้นอธิบายได้ว่าท่านได้เสียสละชีวิตของท่านเพื่อหนทางของอัลลอฮฺ จนไม่เหลืออะไรเลยระหว่างท่านกับความตาย เหมือนกับคนที่ได้ตายชะฮีดไปแล้ว แม้ว่าจะยังมีชีวิตอยู่อีกก็ตาม 

         เป็นที่รู้กันว่าท่านฏ็อลหะฮฺเป็นผู้ที่มีความกรุณาเผื่อแผ่ รักการให้ทาน และมีความมุ่งมั่นอุตสาหะ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงถูกขนานนามว่า “ฏ็อลหะฮฺผู้ใจบุญ”

ท่านเกาะบีเศาะฮฺ บิน ญาบิรฺ เราะฎิยัลลอฮุฮันฮฺ กล่าวว่า 
         “ฉันได้เป็นสหายกับท่านฏ็อลหะฮฺ แล้วฉันก็ไม่เคยเห็นใครที่มอบทรัพย์สินของตนเองเป็นจำนวนมากแก่ผู้อื่นโดย ที่ไม่ทันจะได้ถูกขอเช่นท่านฏ็อลหะฮฺ” 

อัลหาฟิซ อิบนุหะญัรฺ ได้ระบุในหนังสือ อัล-อิศอบะฮฺ ของท่านว่า 
        “ท่านฏ็อลหะฮฺถูกสังหารโดย มัรวาน บิน อัล-หะกัม ในสงคราม อัลญะมัล” ส่วนยะอฺกูบ บิน สุฟยาน ได้บันทึกไว้ในหนังสือ อัลมะอฺริฟะฮฺ วัตตารีค จากก็อยสฺ บิน อบีหาซิม เล่าว่า “ในสงครามอัลญะมัลเมื่อมัรวานเห็นท่านฏ็อลหะฮฺ ก็กล่าวขึ้นว่า ชายผู้นี้คือคนหนึ่งที่มีส่วนในการสังหารท่านอุษมาน ว่าแล้วเขาก็ได้ยิงลูกธนูไปที่หัวเข่าของท่านฏ็อลหะฮฺ ทำให้เลือดไหลออกมาไม่หยุดกระทั่งท่านเสียชีวิต” 

(อัล-อิศอบะฮฺ เล่ม 3 หน้า 292 โดย อิบนุหะญัรฺระบุว่าเป็นสายรายงานที่ถูกต้อง)
อัซซะฮะบีย์ กล่าวว่า
         “เราขอเป็นพยานยืนยันต่ออัลลลอฮฺว่าเราเกลียดชังบรรดาผู้ที่สังหารเศาะหาบะ ฮฺเช่น ท่านฏ็อลหะฮฺ ท่านซุเบรฺ หรือท่านอะลี และเราขอยืนยันต่อพระองค์ว่าเราไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพวกเขาเหล่านั้น ทั้งนี้ เราขอมอบหมายการตัดสินสิ่งที่พวกเขากระทำให้เป็นสิทธิ์ของพระองค์” 

(ตารีค อัล-อิสลาม หน้า 654 โดยย่อ)
          หลังสงครามอัลญะมัล ท่านอิมรอน บิน ฏ็อลหะฮฺได้เข้าไปหาท่านอะลี บิน อบี ฏอลิบ ท่านอะลีได้ต้อนรับและเชิญให้ท่านอิมรอนเข้าไปใกล้ท่าน พร้อมกล่าวว่า ฉันหวังว่าอัลลอฮฺจะทรงให้ฉัน บิดาของท่าน และท่านซุเบรฺ บิน เอาวาม ได้อยู่ในหมู่ผู้ที่ถูกกล่าวถึงว่า

﴿ وَنَزَعۡنَا مَا فِي صُدُورِهِم مِّنۡ غِلٍّ إِخۡوَٰنًا عَلَىٰ سُرُرٖ مُّتَقَٰبِلِينَ ٤٧ ﴾ [الحجر: ٤٧]  
“และเราได้ขจัดความขุ่นแค้นที่มีอยู่ในหัวอกของพวกเขา ให้กลายเป็นพี่น้องกัน โดยพำนักอยู่บนเตียงหันหน้าเข้าหากัน”
(อัล-หิญรฺ: 47)
ท่านเสียชีวิตในปีฮิจญฺเราะฮ์ศักราชที่ 36 เดือนญุมาดัลอาคิรฺ ขณะที่อายุได้ 64 ปี
         ขออัลลอฮฺทรงพอพระทัยต่อท่านฏ็อลหะฮฺ และทรงตอบแทนท่านในความดีงามที่ท่านสร้างไว้เพื่ออิสลามและชาวมุสลิมด้วยการ ตอบแทนที่ดีที่สุด และขอให้เราได้อยู่ร่วมกับท่านในสวนสวรรค์อันมีเกียรติของพระองค์ด้วยเถิด






แปลโดย : มาวัดดะห์ จะปะกียา / Islamhouse

อุมัร อิบนุล คอฎฏอบ ประกายดาว อุดี

คอลีฟะห์อุมัร อิบนุ คอฏฏอบ 
(ฮ.ศ.13-23)
  • ประวัติ
      
               คอลีฟะห์อุมัร เป็นบุตรของอัลคอฏฏอบ บุตรของนุไฟอฺ มีฉายานามว่า อัลฟารุก ( ผู้จำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ ) มีชื่อเล่นว่า อบูฮัฟสฺ ท่านสืบเชื้อสายมาจาก ตระกูลตะดียฺ จากเผ่ากุเรช ท่านเกิดหลังจากท่านนบีมูฮำหมัด 13 ปี ท่านได้รับการเลี้ยงดูให้มีความกล้าหาญ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และพูดจริง
              ท่านนบีมูฮำหมัด  ประกาศศาสนาอิสลาม ท่านอุมัรเป็นผู้หนึ่งที่ต่อต้านอย่างรุนแรง และได้ทำร้ายต่อบรรดามุสลิม จนกระทั่งอัลเลาะห์ทรงเปิดหัวใจของท่านให้นับถือศาสนาอิสลาม ท่านจึงกลายเป็นกำลังสำคัญ ในการปกป้องศาสนาอิสลาม และมุสลิมจากการทำร้ายของกาฟิร ลักษณะและอุปนิสัยของคอลีฟะห์อุมัร คอลีฟะห์อุมัรเป็นผู้ที่มีร่างกายสูงใหญ่ แข็งแรง มีผิวขาวปนแดง เสียงดังไม่ค่อยหัวเราะ อ้วนท้วม มีความเด็ดขาดและยุติธรรม มีสติปัญญาเฉียบแหลม รังเกียจความอธรรม ยืนหยัดในความจริง มีความบริสุทธิ์ในศาสนา การดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์ เมื่อคอลีฟะห์อบูบักรป่วยลง ท่านได้เรียกบรรดาซอฮาบะห์ของท่านร่อซูล มาเพื่อปรึกษาหารือ ถึงผู้ที่จะดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์คนต่อไป ท่านได้เสนอให้ท่านอุมัรเป็นคอลีฟะห์เนื่องจากว่าท่านอุมัร เป็นผู้ที่มีความเด็ดขาด มีความยุติธรรม ยืนหยัดอยู่กับความจริง และกลัวว่าจะเกิดความแตกแยกระหว่างมุสลิม บรรดาซอฮาบะห์ของท่านนบีมูฮำหมัด เห็นชอบด้วยที่จะให้ท่านอุมัรเป็นคอลีฟะห์สืบต่อจากท่านอบูบักร

  • อุปนิสัยของคอลีฟะห์อุมัร
             คอลีฟะห์อุมัร  ได้รับฉายานามว่า “อัลฟารุก” หมายถึง ผู้จำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ ทั้งนี้เนื่องจากการนับถือศาสนาอิสลามของท่าน ได้ทำให้ศาสนาอิสลามและบรรดามุสลิมมีความเข้มแข็ง มีเกียรติภูมิ ท่านเป็นผู้ที่มีความยุติธรรม มีความกล้าหาญ ไม่มีความกลัวในการพูดความจริง ท่านเป็นผู้ที่เอาใจใส่ในสภาพความเป็นอยู่ของบรรดามุสลิม โดยตรวจตราดูทุกข์สุข ของพวกเขาทั้งกลางวัน และกลางคืน

อับบาส นุรฟา อาแว

ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ อับบ๊าส
    
          ศอหะบะฮฺผู้มีเกียรติท่านนี้นับได้ว่าเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความประเสริฐ เพรียบพร้อมไปด้วยคุณธรรมไม่มีข้อตำหนิหรือขาดตกบกพร่อง เป็นญาติใกล้ชิดกับท่านรอซูล เพราะเป็นบุตรของลุงของท่านรอซูล เป็นอาลิมผู้มีวิชาความรู้แห่งประชาชาติของท่านนบีมุฮัมหมัด มีความรู้กว้างขวางประดุจดังมหาสมุทร เปี่ยมล้นอยู่เสมอไม่มีวันเหือดแห้งเป็นผู้ที่ "ตั๊กวา"ยำเกรงต่ออัลเลาะห์ ถือศีลอดตอนกลางวัน ลุกขึ้นละหมาดในยามค่ำคืน ยามดึกสงัดก็ลุกขึ้นขออภัยโทษต่ออัลเลาะห์ ร้องไห้เสมอเพราะความยำเกรงพระองค์จนใบหน้าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา ศอหะบะห์ผู้มีเกียรติผู้นี้คือ "อับดุลลอฮ์ อิบนิ อับบ๊าส" ผู้เป็นอัจฉริยะแห่งประชาชาติของท่านนบีมุฮัมมัด เป็นผู้เชี่ยวชาญในอัลกุรอานทั้งด้านถ้อยคำและความหมาย สามารถเข้าถึงเป้าหมายของอัลกุรอาน รู้จุดประสงค์และฮิกมะห์ของอัลกุรอานได้เป็นอย่างดี
          ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ อับบ๊าส เกิดก่อนการฮิจญ์เราะฮฺของท่านนบี 3 ปี เมื่อท่านรอซูล วะฟาตขณะนั้นท่านอิบนิ อับบ๊าส มีอายุเพียง สิบสาม ปีทั้งๆที่อายุยังน้อย แต่ท่านก็ท่องจำฮะดีษจากท่านนบีถึง 1660 ฮะดีษ นับเป็นประโยชน์แก่มุสลิมเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งท่านอิหม่ามบุคอรีย์และมุสลิม ได้บันทึกไว้ในซ่อฮี้ฮฺของท่านทั้งสอง
          เมื่อมารดาของท่านอิบนุอับบ๊าส คลอดท่านออกมานั้นนางได้อุ้มท่านมาหาท่านรอซูล ท่านรอซูลใช้น้ำลายของท่านป้ายในลำคอของท่านอิบนิอับบ๊าส ด้วยเหตุนี้สิ่งแรกที่เข้ากระเพาะของเด็กน้อยก็คือน้ำลายของท่านนบี อันมีบะรอกะห์และสะอาดบริสุทธิ์ ดังนั้นความยำเกรง ความรู้ ความเข้าใจ และความถูกต้อง ก็เข้าสู่เรือนร่างของท่านพร้อมกันนั้นด้วย
อัลกุรอานกล่าวไว้มีความว่า :
         และผู้ใดที่อัลเลาะห์ ทรงประทานฮิกมะห์(ฮิกมะฮฺ คือความรู้ความเข้าใจ พูดถูกต้อง มีสติปัญญา ยำเกรง และนอบน้อม) ให้แก่เขา ดังนั้นพระองค์ทรงประทานความดีมากมายให้แก่เขาแล้ว       
(อัลบะกอเราะห์ 2 : 269) 
    
          เมื่อท่านอิบนุ อับบ๊าส อายุได้เจ็ดขวบ ก็ได้มาประจำอยู่กับท่านรอซูล เป็นห่วงเป็นใยและคอยปรนนิบัติท่านรอซูล ทุกอย่างเท่าที่สามารถทำได้ เช่นเตรียมน้ำให้ท่านร่อซูลใช้อาบน้ำละหมาด เมื่อท่านรอซูลละหมาดท่านอิบนิอับบ๊าสก็ละหมาดตาม เมื่อท่านร่อซูลเดินทางไกลท่านอับดุลเลาะห์ก็จะติดตามไปด้วยเสมอ จนกระทั่งเปรียบเสมือนดังเงาที่เฝ้าติดตามท่านรอซูลไปทุกฝีก้าว พร้อมกับหัวใจอันบริสุทธิ์คอยตอบรับคอยจดจำในทุกอิริยาบถของท่านรอซูล เอาไว้
          ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ อับบ๊าสเล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งท่านรอซูล จะอาบน้ำละหมาด ฉันจึงรีบนำน้ำมาให้ท่าน ท่านรอซูลก็กล่าวขอบใจ เมื่อท่านร่อซูลจะละหมาด ท่านชี้ให้ฉันยืนเคียงข้างท่านแต่ฉันกลับไปยืนที่ด้านหลัง เมื่อท่านละหมาดเสร็จท่านหันมาถามว่า :
          โอ้อับดุลลอฮ์ทำไมถึงไม่ยอมยืนเคียงข้างฉัน?
ฉันตอบว่า :
          ก็ท่านเป็นผู้มีเกียรติเกินกว่าที่ฉันจะเข้าไปยืนกระทบไหล่กับท่านนี่ครับ โอ้ท่านรอซูล
ทันใดนั้นท่านร่อซูลจึงยกมือทั้งสองข้างขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺว่า :

         โอ้ อัลเลาะห์ขอพระองค์ทรงโปรดประทานฮิกมะห์ให้แก่อับดุลลอฮ์ อิบนิ อับบ๊าส ด้วยเถิด
         และอัลเลาะห์ก็ทรงรับการดุอาอฺของท่านนบี พระองค์ทรงประทานฮิกมะห์ให้หนุ่มน้อยจากตระกูลฮาชิม จนกระทั้งเป็นผู้ปราดเปรื่องเหนือผู้มีความรู้ทุกคนที่อยู่ในสมัยเดียวกัน
         ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ อับบ๊าส สนใจศึกษาหาความรู้ พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งวิชาความรู้ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาความ รู้จากท่านรอซูลตลอดเวลาที่ท่านนบีมีชีวิตอยู่ และหลังจากที่ท่านรอซูลได้ "วะฟาต" ไปแล้ว ท่านอิบนิ อับบ๊าส จึงใช้เวลาช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ศึกษาหาความรู้จากบรรดาอุละมาอฺที่เป็นศอหะ บะห์ชั้นอาวุโสกว่า ท่านเริ่มติดต่อขอพบบรรดาศอหะบะห์เพื่อแสวงหาวิชาความรู้ดังที่ท่านเล่าไว้ ว่า :
         เมื่อฉันทราบว่ามีศอหะบะห์ท่านหนึ่งท่านใดจำหฮะดีษของท่านรอซูล ถ้าหากฉันไปถึงบ้านของเขาตรงกับเวลาเที่ยงวัน ซึ่งเป็นเวลาพักผ่อน ฉันก็จะเอนหลังใช้ผ้าห่มหนุนศีรษะนอนอยู่ตรงเชิงบันไดหน้าบ้าน ลมพัดพาฝุ่นมาโดนฉันเต็มไปหมด ถ้าหากฉันจะขออนุญาตเข้าไปหาเขาเสียในตอนนั้นก็จะต้องได้รับอนุญาตอย่างแน่ นอน แต่ฉันไม่ปรารถนาจะรบกวนช่วงเวลาพักผ่อนของเขา และเมื่อเขาออกจากบ้านจึงพบเห็นฉันอยู่ในสภาพเช่นนั้น เขาก็กล่าวว่า :
         โอ้บุตรของลุงของท่านรอซูล ท่านมีธุระอันใดหรือ จึงต้องลำบากลำบนมาถึงที่นี่ด้วยตนเอง? เพียงแต่ท่านสั่งมา ฉันจะไปหาท่านทันที
อิบนิ อับบ๊าสตอบว่า :
         จำเป็นเหลือเกินที่ฉันต้องมาหาท่าน เพราะวิชาความรู้นั้นเราต้องเป็นฝ่ายไปหามัน มิใช่มันจะมาหาเรา
        ต่อจากนั้นฉันก็ถามถึงฮะดีษของท่านรอซูล ที่ศอหะบะห์ผู้นั้นท่องจำไว้
        นอกจากท่านอิบนุ อับบ๊าส จะเป็นผู้ถ่อมตนเกี่ยวกับการแสวงหาวิชาความรู้แล้วท่านยังยกย่องให้เกียรติ ผู้มีวิชาความรู้อีกด้วย เช่นเหตุการณ์ครั้งหนึ่งขณะที่ท่านชัยดฺ อิบนิ ซาบิด ซึ่งเป็นผู้หนึ่งในบรรดาผู้บันทึกวะฮีย์และเป็นหัวหน้าคณะผู้ชี้ขาดปัญหา ศาสนาของชาวมะดีนะห์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านฟิกฮฺ การอ่าน วิชาการแบ่งมรดก ขณะนั้นท่านกำลังจะขี่อูฐ และท่านอิบนิ อับบ๊าส ยืนอยู่เบื้องหน้าในลักษณะนอบน้อมสงบเสงี่ยมเหมือนทาสที่กำลังยืนอยู่ต่อ หน้านายของตน ท่านอิบนิ อับบ๊าส จับอูฐให้ท่านชัยดฺขึ้นขี่โดยสะดวก แล้วท่านอิบนิ อับบ๊าสก็คว้าเชือกสะพายอูฐจูงเดินออกไป ท่านชัยดฺกล่าวว่า :
        ปล่อยเชือกเถิด โอ้บุตรของลุงของท่านรอซูล
ท่านอิบนิ อับบ๊าสกล่าวว่า :
          เช่นนี้แหละที่เราถูกใช้ให้ปฎิบัติต่อผู้มีวิชาความรู้
ท่านชัยดฺจึงกล่าวว่า :
      
         ฉันขอดูมือหน่อยซิ
ท่านอิบนุ อับบ๊าส จึงยื่นมือให้ดู ท่านชัยดฺจึงคว้ามือนั้นมาจูบและกล่าวว่า :
          เช่นนี้แหละที่เราถูกใช้ให้ปฎิบัติต่อเครือญาติของท่านนบีของเรา
          ท่านอิบนิ อับบ๊าส พากเพียรพยายามหาวิชาความรู้จนกระทั่งบรรลุถึงขั้นสูงสุดขนาดที่นักวิชาการ ชั้นยอดก็ต้องทึ่งในความรู้ความสามารถเป็นยิ่งนัก เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านมัสรู๊ก อิบนิ อัจญดะอฺ ผู้อยู่ในสมัยถัดจากยุคศอหะบะห์หรือที่เรียกว่าตาบิอีนรุ่นอาวุโส ได้กล่าวว่า  :
          เมื่อฉันเห็นท่านอิบนิ อับบ๊าส ครั้งใด ฉันต้องกล่าวว่า “นี่คือผู้ที่สง่างาม” เมื่อท่านพูดอะไรออกไปฉันต้องกล่าวว่า “นี่คือผู้ที่ชี้แจงที่ชัดเจนที่สุด” เมื่อเขาสนทนาครั้งใด ฉันต้องกล่าวว่า “นี่คือผู้มีความรู้ที่สุด”

ประวัตฺิซอฮาบะฮ อบูอุบัยดะฮฺ อิบนิญัรรอฮฺ ฮาสัน หมานระโต๊ะ

ท่านอบูอุบัยดะห์ อิบนิล ญัรร็อฮฺ

          ท่านอบูอุบัยดะฮฺมีใบหน้างดงาม ลักษณะท่าทางเป็นคนร่าเริงเบิกบาน เรือนร่างค่อนข้างสูง แก้มตอบ มองดูแล้วสบายตาแก่ผู้พบเห็น ใครได้พบเห็นก็อยากจะคบค้าสมาคมด้วยเสมอ นอกจากมีลักษณะดังกล่าวแล้วท่านยังเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน มีความละเอียดอีกด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ตามในยามหน้าสิ่วหน้าขวานท่านจะกลายเป็นเช่นสิงห์ร้าย พร้อมจะกระโจนเข้าใส่ศัตรูทันที ถ้าจะเปรียบท่านกับดาบก็จะมีส่วนคล้ายดาบในด้านความแจ่มจรัสแวววาวมองดูงด งาม พร้อมกันนั้นก็มีความเฉียบขาด สามารถเชือดเฉือนทุกสิ่งทุกอย่างได้ในฉับพลัน ท่านผู้นี้เป็นผู้ซื่อสัตย์แห่งประชาชาติของท่านนบี มุฮัมมัด ท่านมีชือว่า "อามิร อิบนิ อับดิลลาฮ์ อิบนิล ญัรร็อฮฺ อัลฟิฮรีย์ อัลกุร่อชีย์" ซึ่งมีฉายานามว่า "อบูอุบัยดะห์" นั่นเอง
           ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนิ อุมัร ได้แจ้งลักษณะของท่านอบูอุบัยดะห์เอาไว้ว่า : 
          มีชาวกุเรชสามคนทั้งสามนี้มีใบหน้างดงาม มารยาทดี มีความละอาย ถ้าหากทั้งสามท่านนี้ได้สนทนากับท่านพวกเขาจะไม่โกหก และถ้าหากพวกท่านสนทนากับพวกเขา พวกเขาก็จะไม่กล่าวหาว่าท่านโกหกท่านทั้งสามนั้นคือ ท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี๊ก ท่านอุสมาน บินอัฟฟาน และท่านอบูอุบัยดะห์ อิบนิล ญัรร็อฮฺ
           ท่านอบูอุบัยดะห์ เป็นผู้หนึ่งในบรรดาผู้เข้ารับอิสลามรุ่นแรก เพราะเข้ารับอิสลามในวันถัดมาจากการเข้ารับอิสลามของท่านอบูบักรฺ และได้เข้ารับอิสลามต่อหน้าท่านอบูบักรฺ ท่านอบูบักรฺได้นำท่านอบูอุบัยดะห์ ท่านอับดุรเราะห์มานอิบนิ เอ๊าฟฺ ท่านอุสมาน อิบนิ มัซอูน และท่านอัรกอม อิบนิ อบีอัรกอม ไปหา ท่านนบี โดยทั้งหมดได้ปฎิญาณตน "กะลิมะห์ ชะฮาดะห์" ต่อหน้าท่านนบี และทั้งหมดนี้นับเป็นฐานสำคัญชุดแรกที่รองรับความบรรเจิดจ้าของอิสลามอันยิ่งใหญ่
           ท่านอบูอุบัยดะห์ใช้ชีวิตอยู่ในมักกะห์ ท่ามกลางการทดสอบอันลำบากยากเข็ญ ตั้งแต่แรกเริ่มจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายต้องเผชิญกับความรุนแรง ความโหดเหี้ยมทารุณ ความเจ็บปวด และความเศร้าโศก พร้อมกับเพื่อนพี่น้องมุสลิมรุ่นแรกชนิดที่ไม่เคยมีสาวกศาสนาใดในโลกเคย ประสบเช่นนี้มาก่อนเลย แต่ท่านก็ยังยืนหยัดในอุดมการณ์อันถูกต้องไม่หวั่นไหว ท่านเชื่อในอัลเลาะห์ และรอซูลในทุกๆสภาพการณ์
           ความทุกข์ของท่านอบูอุบัยดะห์ในวันสงคราม "บะดัร" นั้น รุนแรงเกินกว่าจะคาดคะเนจนไม่สามารถจะวาดมโนภาพได้กล่าวคือในวันนั้นท่านอ บูอุบัยดะห์ต่อสู้กับฝ่ายศัตรูอย่างเต็มภาคภูมิเคียงบ่าเคียงไหล่กับบรรดา ทหารหาญผู้ไม่ประหวั่นพรั่นพรึงกับความตาย จึงทำให้พวกมุชริกีนครั่นคร้าม ท่านบุกตะลุยเข้าหาศัตรูอย่างไม่คิดชีวิต ทำให้พวกทหารม้าฝ่ายกุเรชต้องระมัดระวังและถอยห่างทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้า กัน แต่มีฝ่ายกุเรชคนเดียวเท่านั้นที่คอยติดตามท่านอบูอุบัยดะห์อยู่ทุกฝีก้าว ท่านอบูอุบัยดะห์ก็คอยหลบหลีกที่จะเผชิญหน้ากับเขาแต่ชายผู้นั้นก็ยังพยายาม บุกจู่โจมเข้ามาหา ไม่ว่าท่านจะหลบไปทางไหนเขาก็ดักหน้าหาโอกาสเล่นงาน ท่านอบูอุบัยดะห์ต้องยืนปักหลักต่อสู้กับศัตรู และในขณะเดียวกันก็หลบหลีกชายผู้นั้นพร้อมกันไปด้วย จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายท่านอบูอุบัยดะห์ไม่สามารถทนสภาพเช่นนั้นต่อไปได้ ท่านจำต้องประดาบกับชายผู้นั้น และต่อสู้กันจนในที่สุดดาบของท่านอบูอุบัยดะห์ก็ฟันถูกกลางศีรษะชายผู้นั้น กระโหลกศีรษะแบะออกเป็นสองซีกหมุนคว้างดับดิ้นลงกองกับพื้นต่อหน้าท่านอ บูอุบัยดะห์ทันที
           ท่านพี่น้องที่เคารพ อย่าพยายามทำนายเลยว่าชายที่ถูกดาบฟันศีรษะผู้นั้นเป็นใคร? ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแต่ต้นแล้วมิใช่หรือว่าการทดสอบครั้งนี้รุนแรงเกินกว่าจะ คิดคาดคะเนได้ และเกินกว่าที่จะวาดมโนภาพใดๆได้ เพราะท่านจะยังปวดหัวหนักขึ้นไปอีกหากท่านทราบว่าชายที่ถูกฆ่าตายนั้นคือ "อับดุลลอฮฺ อิบนิล ญัรร็อฮฺ" ซึ่งเป็นบิดาของท่านอบูอุบัยดะห์นั่นเอง
           เปล่าท่านอบูอุบัยดะฮฺไม่ได้ฆ่าบิดา หากแต่ท่านฆ่าชิรกฺที่สถิดย์อยู่ในเรือนร่างของบิดาของท่านต่างหาก เกี่ยวกับเรื่องของอบีอุบัยดะห์ที่ฆ่าพ่อตนเองในสงครามบะดัรนั้น

อัลเลาะห์ ทรงประทานอัลกุรอานลงมา ซึ่งมีความว่า :
     "(มฮัม มัด) เจ้าจะไม่พบพวกหนึ่งพวกใดที่ศรัทธาต่ออัลเลาะห์ และวันปรโลก(ซึ่งพวกนั้นรวมระหว่างการศรัทธา)และรักใคร่ผู้ปฎิเสธอัลเลาะห์ และรอซูลของพระองค์(เอาไว้ในขณะเดียวกัน) ถึงแม้ว่าผู้ปฎิเสธอัลเลาะห์และร่อซูลนั้นจะเป็นบิดา มารดา(ที่รักยิ่งของพวกเขา) หรือเป็นบุตรของพวกเขา หรือเป็นวงศ์ษาคณาญาติของพวกเขา (เพราะการศรัทธานั้นยับยั้งที่จะให้ทำเช่นนั้น การรักษาไว้ซึ่งอีหม่านสำคัญกว่าความเป็นพ่อ ความเป็นลูก ความเป็นพี่น้อง หรือวงศ์ษาคณาญาติ) พวกที่ไม่รักผู้ปฎิเสธอัลเลาะห์และรอซูลนั่นแหละ อัลเลาะห์ทรงให้อีหม่าน ศรัทธา แน่นแฟ้นอยู่ในหัวใจของพวกเขาแล้วและอัลเลาะห์ได้ทรงให้พวกเขาแข็งแกร่งด้วย ความช่วยเหลือของพระองค์(จนชนะศัตรูของพวกเขา)และพระองค์จะทรงให้พวกเขาได้ เข้าสวนสวรรค์ ซึ่งมีธารน้ำไหลอยู่เบื้องล่าง โดยจะทำให้พวกเขาพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล อัลเลาะห์ทรงรักการกระทำของพวกเขาแล้ว และพวกเขาก็ดีใจต่อสิ่งที่พระองค์ทรงประทานแก่พวกเขา ชนเหล่านั้นแหละคือทหารของพระองค์(ซึ่งพวกเขาตอบสนองตอบพระบัญชาของพระองค์ และช่วยเหลือผู้ที่เป็นที่รักของพระองค์)แน่แท้ทหารของอัลเลาะห์นั้น พวกเขาจะได้รับชัยชนะทั้งโลกนี้และโลกหน้า"

(อัลมุญาดะละฮฺ : 22)



          เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับท่านอบูอุบัยดะห์ที่ได้รับคำสรรเสริญ ว่าเป็นผู้ศรัทธาอีหม่านต่ออัลเลาะห์ และอีมานต่อคำสอนของศาสนาอย่างแข็งแกร่งและได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ ซื่อสัตย์แห่งประชาชาติของท่านนบี มุฮัมมัด ซึ่งเป็นการบรรลุถึงการมีจิตใจอันสูงส่งยิ่งใหญ่ ณ อัลลอฮฺ
           ท่านมุฮัมมัด อิบนิ ญะอฺฟัรได้เล่าว่า มีชาวคริสต์กลุ่มหนึ่งมาหาท่านร่อซูลและกล่าวว่า :

        

          โอ้ท่านอบูกอซิม จงส่งศอหะบะห์ที่ท่านพอใจคนหนึ่งให้ไปกับเรา เพื่อให้เขาตัดสินปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่พวกเราขัดแย้งกันอยู่ แท้จริงพวกท่านซึ่งเป็นชาวมุสลิมนั้นเป็นที่พึงพอใจสำหรับพวกเรา

    

ท่านร่อซูลจึงกล่าวว่า :
          เวลาเย็นพวกท่านจงมาหาฉันอีกครั้งหนึ่ง ฉันจะมอบผู้เข้มแข็งที่ซื่อสัตย์ให้ไปเป็นผู้ตัดสิน
ท่านอุมัร อิบนิล ค็อฎฎ็อบได้กล่าวว่า :
          ฉันไปละหมาดแต่เนิ่นๆ ความจริงฉันไม่ชอบที่จะได้รับแต่งตั้ง แต่ที่ฉันชอบในวันนี้ เพราะอยากจะได้เป็นเจ้าของผู้มีลักษณะอย่างที่ท่านนบีกล่าวไว้คือ ผู้เข้มแข็ง ผู้ซื่อสัตย์
          เมื่อท่านร่อซูลเป็นอิหม่ามนำละหมาดเสร็จแล้ว ท่านก็มองไปทางขวาและทางซ้าย ฉัน(ท่านอุมัร)ก็พยายามยืดตัวให้สูงขึ้นเพื่อท่านรอซูลจะได้มองเห็น แต่สายตาของท่านยังคงมองผ่านพวกเราไปเรื่อยๆจนกระทั่งท่านเห็น อบูอุบัยดะห์ อิบนิล ญัรร็อฮฺ
ท่านจึงเรียกเขาและสั่งว่า :
          จงออกไปพร้อมกับพวกคริสเตียน และจงตัดสินข้อขัดแย้งระหว่างพวกเขาด้วยความเป็นธรรม

    

ท่านอุมัรกล่าวว่า :
          ฉันจึงหมดโอกาส จึงได้แต่เพียงนึกเสียดายโดยกล่าวว่า นั่นอบูอุบัยดะห์ออกเดินทางไปพร้อมกับพวกนั้นแล้ว
          ท่านอบูอุบัยดะห์ มิได้เป็นเพียงผู้ซื่อสัตย์เท่านั้น แต่ท่านยังเคยรวมพลังเพื่อความซื่อสัตย์อีกด้วยเพราะพลังดังกล่าวนั้นเกิด ขึ้นแล้วในหลายแห่งอาทิเช่น
          ครั้งหนึ่งท่านร่อซูล ส่งศอหะบะห์กลุ่มหนึ่งให้ออกไปดักกองคาราวานบรรทุกสินค้าของฝ่ายกุเรช และแต่งตั้งให้ท่านอบูอุบัยดะห์เป็นหัวหน้า โดยท่านรอซูลได้มอบอินทผลัมให้หนึ่งถุงเป็นเสบียง โดยไม่มีของอื่นๆอีกเลย ดังนั้นท่านอบูอุบัยดะห์จึงให้ทุกคนกินอินทผลัมคนละหนึ่งเม็ดต่อหนึ่งวัน ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงได้แต่ดูดๆแล้วก็ดื่มน้ำ เท่านี้ก็พอแล้วสำหรับวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง !